นักบุญ ในคราบคนบาป! หมอพื้นบ้านเด็กแนวหัวใจเทวดา

หมอพื้นบ้านเด็กแนวหัวใจเทวดา ศุภฤกษ์ ชาญเชิดศักดิ์ หรือ คุณหมอเสือ ชื่อของคุณหมอท่านนี้ อาจมีหลายคนที่รู้จักแล้วและคงอีกหลายคนมากเช่นกันที่ยังไม่รู้จักนะคะ แต่ชื่อ นี้มีความหมาย เป็นอย่างมาก นอกเหนือจากพ่อ แม่ น้า พี่น้อง และครอบครัวญาติสนิทมิตรสหายทุก ๆ ท่านแล้ว เราถือว่าคุณหมอเสือเป็นผู้มีพระคุณอีกท่านนึงกับชีวิตเลยนะ

เพราะคุณหมอได้สร้างปาฏิหาริย์ให้กับคนป่วยที่ไม่สบายอย่าง ให้กลับมาหายดีเป็นปกติ และได้พบกับมิตรภาพดีๆที่จะยั่งยืนตลอดไป ทั้งจากคุณหมอและครอบครัวที่แสนน่ารักของคุณหมอด้วยคะ…..

ในวัยสามสิบ นาย ศุภฤกษ์ ชาญเชิดศักดิ์ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ทั้งดีและร้ายตามวิถีคนหนุ่มผู้แนวแน่ในทางของตัวเอง ขณะที่ชีวิตอีกด้านก็ได้สืบทอดวิชาความรู้ศาสตร์บรมครูการรักษาที่ทำให้ไทยไม่สิ้นชาติและไม่น้อยกว่าชาติใดๆ ในโลก อย่างชำนิชำนาญจนน่าอัศจรรย์ใจแก่โลกยุคใหม่

ด้วยภาพลักษณ์ภายนอกสักเต็มตัว ทำให้เรารู้สึกสนอกสนใจคุณหมอหนุ่มผู้นี้ บวกกับศาสตร์การรักษาพื้นบ้านโบราณดั้งเดิม ยิ่งจูงใจให้เราก้าวเข้าไปเพื่อสนทนาด้วย….

“หมอเสือ” นักบุญในคราบคนบาป

วิชาความรู้หมอพื้นบ้านมันอยู่ในสายเลือด คือตั้งแต่ปู่ทวดเป็นหมอที่มีชื่อเสียงดังมากจากประเทศจีน ก็หนีการเมืองในยุคปฏิวัติการเมืองโดยลี้ภัยอพยพกันทั้งครอบครัวเข้ามาอยู่ในประเทศไทย พอการเมืองที่นั่นสงบลงท่านก็กลับไปคนเดียว ให้อาม่ากับลูกๆ อยู่ที่เมืองไทยโดยไม่กลับมาเหลียวแล

ปู่ของผมซึ่งเป็นลูกชายคนโตจึงไม่เอ่ยถึงและแอนตี้ทุกอย่างที่เป็นแบบคุณปู่ ยกเว้นเสียแต่คนในครอบครัวมีอาการเจ็บป่วย ท่านก็จะปรุงสมุนไพรในความรู้ที่ได้จากทวดรักษา ด้วยเหตุนี้อาจจะทำให้แม้ว่าพอท่านมีครอบครัวมีชีวิตตามวิถีทางของท่าน แต่พ่อผมก็ได้รับความซึมซับตรงนั้นทำให้ทุกอย่างกลับตาลปัตรมันเหมือนอยู่ในสายเลือดที่ทำให้พ่อผมอยากเป็นหมอ

ท่านก็เริ่มเดินทางตั้งแต่แก่อายุ 12 ปี ทั่วประเทศไทย หาหมอพื้นบ้านเอย หมอหลวงต่างๆ เอย กระทั่งพระต่างๆ ที่เก่งๆ เพื่อเรียนรู้ศึกษาศาสตร์นี้ไม่ต่ำกว่าร้อยคน หนึ่งในนั้นคือ พระสหายของพลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาแพทย์พื้นบ้านให้ท่าน

มอเสือ เล่าย้อนความถึงจุดเริ่มต้นการสืบทอดแพทย์แผนพื้นบ้านของตระกูล “ชาญเชิดศักดิ์” แห่งวัดพิกุลเงิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี 

ผมก็จะได้รับความรู้ตั้งแต่เด็กๆ เพราะทุกๆ วันท่านจะตรวจแล้วพูดดังๆ ให้เราซึมซับว่ามันเป็นแบบนี้ถึงเกิดโรคนี้ สาเหตุแบบนั้นก่อโรคนั้น ชีวิตก็เป็นแบบนั้นเรื่อยมา จนกระทั่งอายุราวๆ 7-8 ขวบ เราก็ช่วยท่านทำการรักษา เนื่องจากโตแล้วถ้าไม่ช่วยก็จะไม่ได้เงินค่าขนมไปโรงเรียน ก็จำใจทำช่วยรักษา

เวลาผ่านไป 3 ปีเต็มๆ กลับการอยู่ครองสมณเพศด้วยความสุขกายสบายใจในสิ่งที่ตัวเองเลือก จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญก็เดินเข้ามาทักทาย จุดเปลี่ยนนั้นมักรอเราอยู่ที่ใดที่หนึ่งเสมอ และสำหรับเด็กแนวผู้มีโลกทัศน์เป็นตัวของตัวเอง จุดจุดนั้นมาถึงเขาขณะที่ความพร้อมในสิ่งที่อยากให้เกิดมาขนานคู่กับสิ่งที่ไม่อยากให้มา

คือถ้าเราเอาความรู้ความคิดที่มีมาอยู่ช่วยเขาจะไม่เหนื่อยและอาจจะอยู่ทุกวันนี้ ยืดอายุของท่านไปอีก 5 ปี หรือ 10 ปี แต่เราไม่ทำ คุณพ่อท่านได้พักแล้ว ท่านเสียชีวิต และคำพูดสุดท้ายก่อนที่ท่านสิ้นใจ เปรยกับคุณแม่ว่า “ถ้าฉันไม่ตาย ลูกฉันจะไม่ได้ดีแล้วมายืนแทนที่ฉัน

ทีนี้ในขณะที่เรากำลังคิดถึงสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว คนไข้เก่าของคุณพ่อที่ยังต้องรักษาอย่างต่อเนื่องก็เข้ามาขอให้เราช่วยเขาต่อ เราเป็นพระก็ต้องช่วย ก็ต้องทิ้งชีวิตที่เรามีความสุข ที่เราแสวงหา ออกมาเพื่อที่จะรักษาคนและสานฝันต่ออุดมการณ์ของคุณพ่อเพื่อไถ่บาปที่เราได้กระทำไม่ดี ทั้งเกเรตามประสาช่วงวัยรุ่น การทิ้งให้ท่านแบกภาระหนักอยู่คนเดียวในทางนี้

“ให้-มอบ-อุทิศ” 
ชีวิตคำว่า “หมอ” หนึ่งเดียวไม่มีสอง

พอได้ช่วยเหลือมันเปลี่ยนเราไปเป็นอีกคนเลย การได้เป็นผู้ให้อย่างแท้จริง ไม่สำคัญว่าเราจะได้รับอะไรตอบแทนกลับมา แต่เรารู้ว่าการที่เราลงมือทำได้ช่วยเหลือและเปลี่ยนแปลงชีวิตคนคนหนึ่ง และที่สำคัญมันที่ไม่ใช่เพียงคนคนหนึ่งให้ดีขึ้น มันส่งต่อไปถึงครอบครัวของเขา หากเป็นลูกก็ดั่งแก้วตาดวงใจ เป็นพ่อก็เสมือนเสาหลักของครอบครัวที่จะขาดไปไม่ได้ เรามีกำลังเรามีความรู้ในการช่วยเหลือ เราไม่ช่วยแล้วเขาจะเป็นอย่างไร 

เรารู้เลยว่าพ่อเรานั้นเขายิ่งใหญ่มาก จริงๆ คนที่จะมีชื่อเสียงในวันนี้ควรที่จะเป็นเขามากกว่าเป็นผม

แต่วันวานมิอาจย้อนคืนมา หนทางข้างหน้าเมื่อลูกไม้ไม่ไกลต้น แก่นและลำย่อมแตกก้านสาขาใบให้ร่มเย็นเฉกเช่นเดียวกัน…

  • ขั้นตอนการรักษานอกจากวินิจฉัยอาการเบื้องต้นในส่วนของการจ่ายยารักษาของเราแพทย์พื้นบ้านเป็นอย่างไร 

แบ่งออกเป็น 2 ประเภทของยา 1. ซ่อมแซมร่างกาย 2. ไปแก้อาการที่กำลังออกฤทธิ์สร้างความเจ็บป่วย

  • ศาสตร์แพทย์พื้นบ้านไม่ได้ต่างกันกับศาสตร์แพทย์แขนงอื่น

แพทย์แผนปัจจุบันก็คือการนวัตกรรม ผมก็ทำการนวัตกรรมอย่างนี้ ผมก็เรียกว่าแพทย์แผนปัจจุบันได้เหมือนกันสิ มันไม่ได้ต่างกัน ของผมก็สามารถรักษาได้ทั้งหมด มีการคิดค้นยาใหม่ รักษาด้วยยาใหม่ ตั้งชื่อยาใหม่ตั้งแบบตามชื่อผู้ป่วยที่เขานิยมกันผมก็ทำ อย่างโรคเรื้อนผมรักษาหายด้วยตัวยาใหม่ คนไข้ชื่อแบงค์ ก็ตั้งชื่อยาว่าชื่อไอ้แบงค์ คือเรียกง่ายๆ  แบบเดียวกับอายุกรรมทั่วไป ป่วยเป็นอะไรมา เบาหวาน ความดัน มะเร็ง โรคพุ่มพวง (โรคแพ้ภูมิตัวเอง หรือโรค SLE) เราจะเริ่มรักษาตั้งแต่เล็กๆ ไปจนถึงแก่จะเข้าโลง รักษาทุกโรค ยกเว้นโรคเดียวคือ HIV เท่านั้นยังไม่สามารถรักษาได้ ไล่เท่าไหร่ก็ยังไม่จนกับเชื้อ

ะต่างกันก็เพียงตรงที่การเรียกและรูปแบบของสถานที่ทำการรักษา ราคา บางคนไม่มีเงินผมก็รักษาให้ แต่แปลกที่คนจนจะน้ำใจใหญ่กว่า ไม่มีวันนี้เดี๋ยววันหน้าเขาตั้งตัวได้แล้วเขาก็จู่ๆ เอามาให้โดยที่เราลืมไปแล้ว แบบนี้มีบ่อย คนมีเงินปานกลาง คนรวย มักจะมองว่าแพงมองว่าไม่คุ้มค่า เงิน 100-200 ที่คุณใช้จ่ายในการนำเอาสิ่งอุปโภคบริโภคเข้าไปทำร้ายร่างกายคุณกลับมองว่าไม่แพง เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่อยากจะฝากให้คิด บางครั้งช่วยไปแล้วเราต้องติดตามอาการ พอหายก็ไม่คุยกับเรา เราก็ไม่สามารถนำมาต่อยอดได้ หรือนำการติดตามเหล่านั้นมาพัฒนาช่วยเหลือคนอื่นอีกได้ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน

หมออะ…หมอรักษาเยียวยา ใครจะว่าอย่างไรเรื่องอื่นไม่รู้ รู้แค่ว่าเป็นหมอ อะไรรักษาคุณได้ ช่วยคุณได้ ทำเท่านั้น นั่นคือปณิธานของผม ศรัทธาของผมที่ผมได้รับจากพ่อและทำให้ผมมีวันนี้…ผมก็ต้องทำคืน

 

 

 

 

ขอบคุณเรื่อง : รัชพล ธนศุทธิสกุล

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : ร่างทรงในตำนานเปิดปริศนา แปะโรงสี!

คอมเม้นท์มาสิ อย่ารอช้า...

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.