วันนี้ CheezeBite มีเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นตำนาน และเจ้าของตำนานวันนี้คือ…อ็องรี ชาร์ริเยร์อ็องรี ชาร์ริเยร์ หรือฉายาคือ ‘ปาปิญอง’

อ็องรี ชาร์ริเยร์ หรือฉายาคือ‘ปาปิญอง’เขาได้เปลี่ยนประสบการณ์ในคุกของเขา ออกมาในรูปแบบนิยายกึ่งอัตชีวประวัติ และกลายเป็นหนังสือขายดีจนได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Papillon นั้นเองจ้า..และเรื่องราวของหนังนั้นดัดแปลงจากนิยายกึ่งอัตชีวประวัติเรื่อง Papillon (เป็นชื่อเล่นที่แปลว่า ‘ผีเสื้อ’ จากรอยสักที่บริเวณหน้าอก) ของอ็องรี ชาร์ริเยร์ (Henri Charrière)

จุดเริ่มต้น.. ซาริเยร์ เป็นเด็กชายคนเดียวในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นครู ชาร์ริเยร์เกิดเมื่อปี 1906 ที่แซงต์เอเตียนน์-เดอ-ลุกดาแรส์ หมู่บ้านชนบทเล็กๆ ในเขตจังหวัดอาร์แดช มีพี่สาวสองคน แม่เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้ 10 ขวบ

ตอนอายุ 17 ปี เขาถูกกองทัพเรือเกณฑ์ไปรับราชการทหาร สองปีถัดมา เมื่อพ้นเกณฑ์ เขาก็แต่งงานและมีลูกสาวหนึ่งคน ภายหลังออกจากราชการชาร์ริเยร์เข้าเป็นสมาชิกแก๊งมิจฉาชีพในปารีส ทำงานเป็นนักงัดแงะตู้เซฟอยู่นานหลายปี จนกระทั่งแก๊งเข้าไปพัวพันกับการตายของโรล็องด์ เลอ เปติต์ (Roland Le Petit) หัวขโมยและแมงดาคุมซ่อง ที่ต่อมาคดีถูกซัดทอดมาถึงตัวชาร์ริเยร์

ระหว่างการฝากขังที่เมืองคอง ชาร์ริเยร์ได้รู้จักกับหลุยส์ เดกา (Louis Dega) หนุ่มธนาคารที่ต้องโทษข้อหาปลอมแปลงธนบัตร ทั้งสองสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว ในปี 1932 ชาร์ริเยร์ถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิตที่เรือนจำเฟรนช์เกียนา ซึ่งใช้เป็นเขตคุมขังนักโทษในอาณานิคมของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1852 จนถึงปี 1946 ที่นั่นมีผู้ต้องขังหลากหลายชนชั้นจำนวนถึง 70,000 คน ชาร์ริเยร์และเดกาถูกส่งตัวไปเฟรนช์เกียนาตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง 1933 และพยายามหลบหนีออกจากที่นั่นหลายครั้ง โดยใช้เส้นทางไปยังโคลอมเบียและเวเนซูเอลา

*เกาะนรกแห่งเฟรนช์เกียนาเกาะนรก หรือ Devil’s Island เป็นเกาะที่ถูกค้นพบในช่วงปี 1852 ในสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลของเฟรนช์เกียนา ซึ่งเป็นประเทศแถบอเมริกาใต้ ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส เกาะแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทัณฑสถานที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘แซงต์-โลร็องต์ ดู มาโรนี’ เป็นสถานที่สำหรับคุมขังนักโทษในคดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นฆาตกรรม ข่มขืน หรือคดีทางการเมือง นักโทษทุกคนล้วนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

ในเรื่องของความโหดร้ายทารุณ นักโทษราว 70,000 คนที่ถูกส่งมายังทัณฑสถานแห่งนี้ จำนวนถึง 40 เปอร์เซ็นต์เสียชีวิตในช่วงปีแรก และมีนักโทษเพียง 5,000 คนเท่านั้นที่มีชีวิตรอดจนถึงวันที่พวกเขาได้รับการปล่อยตัว

ความโหดร้ายทารุณไม่ได้จำกัดเพียงแค่บนเกาะและทัณฑสถานที่อยู่บนฝั่งของเฟรนช์เกียนาเท่านั้น นักโทษทุกคนจะต้องเอาชีวิตรอดบนเรือที่พวกเขาใช้โดยสารมายังเกาะแห่งนี้ให้ได้เสียก่อน และไม่ใช่ชีวิตจำนวนน้อยๆ ที่สูญเสียไประหว่างการเดินทาง บางคนถูกฆ่าโดยนักโทษด้วยกันเอง บางคนเสียชีวิตเพราะกำมะถันและไอน้ำที่ผู้คุมใช้เพื่อควบคุมนักโทษ

การใช้ชีวิตในแต่ละวันของนักโทษเต็มไปด้วยความยากลำบาก พวกเขาต้องทำงานตั้งแต่หกโมงเช้าถึงหกโมงเย็น งานมีหลายประเภท ตั้งแต่การสร้างห้องขังให้กับนักโทษด้วยกันเอง สร้างสถานพยาบาลและที่อยู่อาศัย หรือไม่ก็ต้องถือจอบถือเสียมเพื่อไปทำการเกษตร ขนาดของห้องขังก็เล็กเท่ารูหนู กว้าง 1.8 เมตร ยาว 2 เมตรเท่านั้น

ช่วงระหว่างวันนักโทษแต่ละคนจะถูกล่ามด้วยโซ่ และตอนกลางคืนข้อเท้าของพวกเขาก็จะถูกล่ามเข้ากับแท่งเหล็ก เรื่องอาหารการกินนั้นไม่ต้องพูดถึง บางคนมีสภาพผ่ายผอมราวกระดูกที่เดินได้ อีกทั้งการต่อสู้ภายในคุกก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และหลายครั้งก็จบลงด้วยความตาย ฝ่ายผู้คุมเองไม่คิดจะทำรายงาน เพราะมันง่ายและสะดวกสำหรับพวกเขามากกว่า หากนักโทษเหล่านั้นเสียชีวิตเพราะการก่อวิวาท ทำงานหนัก ความเจ็บป่วย หรือพยายามหลบหนี

เมื่อมีนักโทษตาย ศพก็จะถูกลำเลียงไปทิ้งกลางทะเล จากนั้นพวกเขาจะตีระฆังเป็นสัญญาณให้ฉลามมากินศพของนักโทษเหล่านั้น แตกต่างจากศพของผู้คุมและญาติที่มีพื้นที่ให้ทำการจัดพิธีฝังศพบนเกาะ

ผู้ที่มีชีวิตรอดอยู่จนถึงวันสุดท้าย หรือวันที่พวกเขาได้รับการปล่อยตัว ถูกบังคับให้อาศัยอยู่ต่อในประเทศเฟรนช์เกียนา รัฐบาลฝรั่งเศสได้มอบที่ดินทำกินให้กับคนเหล่านั้นเพื่อหวังจะสร้างให้เฟรนช์เกียนากลายเป็นดินแดนที่มีผู้คนอยู่อาศัย ต่อมาภายหลังเมื่อประชากรของเฟรนช์เกียนามีจำนวนมากขึ้น ผู้ใดก็ตามที่กระทำความผิดหลายครั้ง แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องน้อย ก็จะถูกส่งไปใช้โทษที่เกาะนรก

เกาะนรกและทัณฑสถานแห่งเฟรนช์เกียนาที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทิ้งร้าง ถูกบูรณะขึ้นใหม่ในช่วงทศวรรษ 1980s โครงสร้างหลายส่วนถูกทิ้งไว้ให้คงสภาพเดิม ปัจจุบันที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดคนจากทั่วโลก นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาชมห้องขังหมายเลข 47 ที่เคยใช้ขัง ‘ปาปิญอง’ และที่เขาสลักชื่อของตัวเองเอาไว้บนพื้นด้วย

*วางแผน หนีคุกตามประวัติศาสตร์แล้ว มีเพียงนักโทษ 2 คนเท่านั้นที่สามารถหลบหนีออกจากคุกแห่งนี้ได้ คนแรกคือ เคลม็องต์ ดูวัล (Clement Duval) ผู้ที่หลบหนีออกไปในปี 1901 และไปอาศัยอยู่ที่สหรัฐอเมริกาจนถึงวันที่เขาสิ้นลมหายใจ อีกคนคือ อ็องรี ‘ปาปิญอง’ ชาร์ริเยร์ ผู้ที่เปลี่ยนประสบการณ์ในนรกของเขาให้กลายเป็นหนังสือขายดีจนได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Papillon

การหนีคุกครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 1933 อ็องรี ชาร์ริเยร์วางแผนร่วมกับอ็องเดร มาตูเร็ตต์ (André Maturette) และโฌอันส์ คลูเซียต (Joanes Clousiot) ส่วนหลุยส์ เดกาซึ่งรับรู้แผนการ ทว่าไม่ร่วมหลบหนีด้วยเพราะมองว่ามันเสี่ยงเกินไป แต่ในที่สุดเรือของพวกเขาก็ไปล่มที่ใกล้เมืองริโออาชาเสียก่อน ทั้งสามคนจึงถูกจับและส่งตัวกลับไปที่เฟรนช์เกียนา

อีกครั้งหนึ่ง ในคืนฝนตก ชาร์ริเยร์สามารถแหกคุกหนีไปจนถึงแหลมกัวฮิรา ที่ซึ่งขณะนั้นยังไม่ได้เป็นอาณาเขตของทั้งโคลอมเบียหรือเวเนซูเอลา และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับหญิงชนเผ่าอินเดียนแดงสองคนนานถึงเจ็ดเดือน ก่อนตัดสินใจผิดพลาดที่เลือกเดินทางกลับไปหาความศิวิไลซ์ในโคลอมเบีย อันเป็นผลให้เขาถูกจับกุม และถูกส่งตัวกลับไปที่ฝรั่งเศส และลงเอยที่คุกเฟรนช์เกียนาอีกครั้ง คราวนี้เขาต้องถูกขังเดี่ยวอยู่นานถึงสองปี

อ็องรี ชาร์ริเยร์ต้องโทษขังในคุกอาณานิคมนาน 11 ปี ความพยายามในการหลบหนีของเขาหลายครั้งทำให้ผู้คุมเรือนจำต้องเพิ่มโทษหนักขึ้นเรื่อยๆ ปี 1944 เขาหลบหนีสำเร็จอีกครั้ง ตะเกียกตะกายไปถึงบริติชเกียนาที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ ถูกควบคุมตัวอยู่ที่นั่นระยะเวลาสั้นๆ ก่อนได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระในวันที่ 18 ตุลาคม 1945 หลังจากนั้นเขาก็ขอลี้ภัยไปเวเนซูเอลา ก่อร่างสร้างตัวใหม่และยื่นขอเปลี่ยนสัญชาติเป็นพลเมืองเวเนซูเอลา

แต่ถึงกระนั้น ชาร์ริเยร์ก็ไม่เคยคิดที่จะครองชีพอยู่อย่างคนสุจริต ยังคงยึดอาชีพลักเล็กขโมยน้อยอย่างเดิม จนกระทั่งไปมาพบรักและแต่งงานกับริตา (Rita) สาวท้องถิ่นชาวเวเนซูเอลา ทั้งสองเปิดร้านอาหารร่วมกันในคาราคาสและมาราไซโบ ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาเดินทางกลับไปฝรั่งเศส และเสนอต้นฉบับกับสำนักพิมพ์ หนังสือของอ็องรี ชาร์ริเยร์ได้รับการตีพิมพ์ และสามารถขายเฉพาะในฝรั่งเศสได้ถึง 1.5 ล้านเล่ม

*เรื่องราวของอ็องรี ชาร์ริเยร์ในหนังสือ Papillon จบลงที่เขาได้รับอิสรภาพออกจากเรือนจำ

อ็องรี ชาร์ริเยร์เขียนนิยายภาคต่อจาก Papillon ชื่อเล่ม Banco เล่าถึงเรื่องราวชีวิตสืบเนื่องภายหลังหลุดพ้นจากถูกคุมขัง วันที่ 29 กรกฎาคม 1973 ชาร์ริเยร์เสียชีวิตในแมดริดด้วยโรคมะเร็งลูกกระเดือก นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่าเรื่องราวที่เขาเล่าในหนังสือน่าจะเป็นเรื่องที่เขาฟังมาจากผู้ต้องขังคนอื่นๆ จึงลงความเห็นว่าเป็นเรื่องแต่งมากกว่าอัตชีวประวัติของเขา

ในปี 2005 ชาร์ลส์ บรูนิเยร์ (Charles Brunier) ชายวัย 104 ปีจากปารีส อ้างตัวเป็น ‘ปาปิญอง’ ตัวจริง และนักวิจารณ์หลายคนพากันเห็นพ้อง เนื่องจากชาร์ลส์ บรูนิเยร์ต้องโทษขังอยู่ที่คุกอาณานิคมในช่วงเวลานั้นจริง อีกทั้งบทบาทของชาร์ริเยร์ต่อคดีฆาตกรรมในปารีส ซึ่งทำให้เขาต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตนั้น ยังมีข้อขัดแย้ง แม้ว่าระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่เขาจะอ้างว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีก็ตาม*และยังมีคนเชื่อว่า ชาร์ริเยร์น่าจะรู้จักฆาตกรตัวจริง เพียงแต่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อเท่านั้นเอง …

อ้างอิง : https://themomentum.co/author/boonchoak/?fbclid=IwAR1V8nnmxrTnEx87CujLfjMcBhGIyjbpETs3bPKTrVUPswQ6DILueQra0po , https://filme-wahrebegebenheiten.com/tag/papillon/?fbclid=IwAR1rOs5Eoy23uHK5ZMSmXNVDqZ2Cp7F-d8PKBPyLEInme97a5Z0s14uiMfo/

บทความอื่นที่น่าสนใจ : วิชาคัดของกระทำอาถรรพ์ล้างอาคมให้เสื่อม , นร.หญิงรุ่นบุกเบิก ที่ได้เป็น “นักเรียนนอก” เมื่อ 100 กว่าปีก่อน เป็นใคร

คอมเม้นท์มาสิ อย่ารอช้า...

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.