HSAM  อัจฉริยะสมอง(ชอบ)กล | ความจำเป็นเลิศ

HSAM : Hyperthymesium หรืออัตถิภาวนิยมอัตชีวประวัติสูง คุณจำได้ไหมว่าคุณทานอะไรในมื้อเย็นเมื่อสองปีก่อน? แล้วเมื่อสองสัปดาห์ก่อน? ส่วนมากของเราไม่ได้มีเงื่อนงำ แต่คนจำนวนเล็กน้อยรวมทั้งหญิงแคลิฟอร์เนียที่ชื่อว่า Jill Price สามารถจดจำเหตุการณ์ดังกล่าวได้อย่างละเอียด พวกเขามีสภาพที่เรียกว่า hyperthymesia syndrome นี้มักจะเรียกว่าหน่วยความจำ autobiographical สูงกว่า (HSAM)

Highly Superior Autobiographical Memory
     Highly Superior Autobiographical Memory (HSAM) หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า Hyperthymesia คือชื่อเรียกลักษณะของผู้ที่สามารถจดจำประสบการณ์ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้แทบจะทั้งชีวิต ปัจจุบันมีผู้ที่มีอาการนี้และได้รับการยืนยันแน่นอนประมาณ 80 คนทั่วโลกเท่านั้น โดยส่วนมากจะเริ่มจำประสบการณ์ต่างๆ ได้ชัดเจนตั้งแต่อายุ 10 ขวบเป็นต้นไปค่ะ แต่ก็มีบางคนที่สามารถจำย้อนไปได้ถึงตอนเป็นทารก ซึ่งไม่ได้จำได้แค่เป็นฉากๆ ไม่กี่ฉากเท่านั้น แต่ผู้ที่มีอาการนี้จะสามารถจำรายละเอียดของแต่ะวันได้เป็นเรื่องราวทั้งหมด ไม่ว่าจะเคยกินอะไร เคยอ่านอะไร เคยพูดว่าอะไร เคยรู้สึกอะไร หรือแม้แต่ความคิดในวันนั้นๆ ในอดีตเป็นอย่างไร ทุกอย่างดูแจ่มชัดในความทรงจำค่ะ
จริงอยู่ที่ว่ามีความทรงจำของแทบทุกวันในชีวิตแจ่มชัดอยู่ในหัว แต่ก็ใช่ว่าทุกเรื่องจะเรียงกับเรียบร้อยเหมือนแฟ้มเอกสารในตู้ ผู้มีอาการ HSAM รายหนึ่งเล่าว่าตอนที่เธอโตแล้วเนี่ยมีวันนึงเธอโดนเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ วิ่งมาชน ทันใดนั้นเธอก็จำเรื่องราวในวันหนึ่งสมัยยังเด็กได้ว่าเธอเคยโดนเด็กผู้ชายวัยประมาณนี้วิ่งมาชนจนล้ม ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปอย่างเราอย่างมากก็จำได้แค่ตัวเหตุการณ์นั้นๆ แต่เธอกลับจำได้ละเอียดทุกอย่างในเหตุการณ์ รวมไปถึงความเจ็บปวดที่ถือว่าหนักมากสำหรับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในตอนนั้น และนั่นก็ทำให้เธอร้องไห้ออกมาเพราะรู้สึกเจ็บรุนแรงแบบนั้นอีก นี่ก็ถือเป็นปัญหาหนึ่งของผู้มีอาการนี้ค่ะ
จริงๆ ถือเป็นเรื่องค่อนข้างลำบากระหว่างการแยกผู้ที่มีอาการ HSAM กับผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านความจำอย่างพวกอัจฉริยะค่ะ ถ้าเป็นอัจฉริยะแบบ Doctor Strange ที่อ่านอะไรปุ๊บก็จำได้เป๊ะทุกคำทั้งเล่มเพราะมีความทรงจำเป็นภาพ แบบนี้ก็จะไม่ถือว่าเป็นผู้ที่มีอาการ HSAM ค่ะ ความทรงจำของผู้ที่มีอาการ HSAM จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าตัวเอง เป็นประสบการณ์ที่ตัวเองสัมผัสเอง ส่วนมากจะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปในชีวิตประจำวันอย่างกินอะไรไปบ้างในแต่ละมื้อ พูดอะไรกับใครบ้าง  หรือเคยรู้สึกนึกคิดอะไรในแต่ละวันบ้าง
นอกจากนี้แม้จะจำได้ว่าเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นวันเวลาไหน แต่ผู้ที่มีอาการ HSAM. จะไม่สามารถคำนวณวันเวลาได้ยาวนานแบบความสามารถพิเศษของผู้มีอาการออทิสติก รวมไปถึงเนื้อหาที่เรียนในโรงเรียน ผู้ที่มีอาการ HSAM. จำได้แทบทุกอย่างเหมือนผู้มีความทรงจำเป็นเลิศก็จริง แต่ผู้ที่มีอาการ HSAM. มักทำคะแนนสอบได้ไม่ดีเพราะไม่มีระบบจัดการกับความทรงจำในหัวค่ะ ความรู้ทุกอย่างในหัวจะลอยแน่นเต็มไปหมดแบบไร้ทิศทางทำให้เลือกมาใช้ยากเวลาต้องทำข้อสอบ ในขณะที่ถ้าเป็นผู้มีความทรงจำเป็นเลิศจะมีระบบจัดเก็บข้อมูลในหัวที่ดีกว่ามาก สามารถบีบอัดข้อมูลและเลือกเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นต่อการสอบออกมาใช้ได้ง่ายและเร็วกว่า

สาเหตุของอาการนี้

เนื่องจากมีผู้ที่มีลักษณะนี้น้อยมาก ทำให้ผลการทดลองยังไม่แน่ชัด แต่เท่าที่เคยมีนักวิจัยสแกนสมองผู้ที่มีอาการนี้ด้วยวิธี MRI พบว่า temporal lobe (กลีบขมับ) และ caudate nucleus (นิวเคลียสมีหางในปมประสาทฐาน) มีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไป ทีมนักวิจัยเชื่อว่าผู้ที่มีอาการ HSAM. น่าจะเกิดจากการทำงานผิดปกติของ frontostriatal circuit (วงจรประสาทที่เชื่อมกับสมองกลีบหน้า) ทำให้สมองเกิดการพัฒนาแบบไม่ปกติ และน่าจะส่งผลต่อความสามารถในการจำรวมไปถึงลักษณะนิสัยของผู้ที่มีอาการ HSAM. แต่ถึงยังไงก็ยังไม่ฟันธงถึงสาเหตุเป๊ะๆ นะคะ

การตรวจสอบว่าใครมีอาการนี้จริงๆ

ส่วนมากจะใช้แบบทดสอบที่เกี่ยวกับระบบประสาทค่ะ เช่นแบบทดสอบความจำ แบบทดสอบเพื่อวัดความสามารถของแต่ละส่วนในสมอง แบบทดสอบไอคิว แบบทดสอบทางภาษา แบบทดสอบทางการคำนวณ แบบทดสอบความสัมพันธ์ของระบบต่างๆ รวมไปถึงการติดตามดูการทำงานของสมอง นอกจากนี้ก็จะทดสอบรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตทั้งของเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ และเรื่องส่วนตัวในชีวิตของแต่ละคน โดยจะตรวจสอบเทียบกับไดอารี่ส่วนตัว หลักฐานแวดล้อม และการเก็บข้อมูลจากคนรอบตัวค่ะ
ตอนนี้มีนักวิทยาศาสตร์ทำเว็บทดสอบฟรีสำหรับผู้ที่สงสัยว่าตัวเองจะมีอาการ HSAM. ไว้ด้วยค่ะ

ตัวอย่างผู้มีอาการนี้

Jill Price ชาวอเมริกัน เกิดเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 1965 เธอเป็นคนแรกที่ได้รับการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการว่ามีอาการนี้ค่ะ ความทรงจำแรกสุดแบบที่ชัดเจนสุดๆ ของเธอคือเมื่อตอนอายุขวบครึ่ง เธอจำได้ว่าตอนนั้นได้ยินเสียงรถพยาบาลและเสียงการจราจรทุกวัน และเธอก็จำความรู้สึกตอนที่ปีนโซฟาเพื่อแอบดูนอกหน้าต่างได้ ตอนนั้นครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในอพาร์ทเมนต์ฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาลในแมนฮัตตันค่ะ แต่ตอนที่สามารถจำต่อเนื่องได้ครบทุกวันจนถึงปัจจุบันที่เธอมีอายุ 51 ปีเนี่ย เริ่มตั้งแต่ตอนอายุ 14 ปีค่ะ วันแรกที่เริ่มจำได้ชัดเจนต่อเนื่องทุกวันคือวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1980 เธอจำได้ครบทุกวันจริงๆ ไม่ว่าทีมนักวิจัยจะพูดชื่อวันอะไรขึ้นมาเธอก็บอกได้อย่างรวดเร็วว่าวันนั้นทำอะไรไปบ้าง หรือแม้แต่คำถามอย่าง “วันที่คุณขับรถเป็นครั้งที่ 3 ในชีวิตเป็นยังไงบ้าง” หรือ “คุณฟังเพลง…เป็นครั้งแรกวันไหน เวลาใด และตอนนั้นอยู่ที่ใด” ไม่ว่าคำถามจะดูแรนด้อมแค่ไหนเธอก็บอกได้ว่าเหตุการณ์นั้นมันเกิดขึ้นเมื่อใดแต่จิลก็บอกว่าการจำได้ทุกเรื่องในชีวิตแบบนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์ซักเท่าไหร่ แถมไม่ได้ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นซักเท่าไหร่ด้วย เธอบอกว่าเหมือนมีทีวีสองจอฉายในหัวพร้อมกันตลอดเวลา ฝั่งนึงจะเห็นสิ่งที่กำลังเป็นไปในปัจจุบันที่เธอกำลังรับรู้อยู่ ส่วนอีกจอจะเป็นความทรงจำแต่ละวันในอดีตฉายวนไปเรื่อยๆๆๆๆ ไม่หยุด หลายครั้งมันก็ทำให้เธอแทบจะเป็นบ้าเลยละค่ะ

Rebecca Sharrock ชาวออสเตรเลีย ปัจจุบันเธออายุ 27 ปี แต่ความทรงจำแรกสุดที่เธอจำได้คือตอนที่เธออายุ 12 วันค่ะ เธอจำได้ชัดเจนเลยว่าวันนั้นพ่อแม่เธอจับเธอวางบนเบาะคนขับรถเพื่อถ่ายรูป แล้วก็จำได้ว่าตัวเองมองพวงมาลัยรถกับที่หุ้มเบาะอย่างสงสัยว่ามันคืออะไร ทำให้เคสของเธอได้รับความสนใจมาก เพราะผู้ที่มีอาการ HSAM. ส่วนมากจะเริ่มจำได้ช่วงประมาณ 10 ขวบ แต่เธอกลับจำได้ก่อนหน้านั้นเยอะมาก ไหนจะยังจำชุดที่ใส่ตอนงานวันเกิด 1 ขวบได้อีก แถมจำความรู้สึกได้ด้วยว่าชุดนั้นคันแค่ไหน
รีเบคก้าเป็นแฟนตัวยงของหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ ฉะนั้นเวลาออกรายการทีวีเพื่อพูดถึงเรื่องอาการ HSAM. เธอก็มักโชว์ความสามารถพิเศษด้วยการพูดเนื้อหาในแต่ละหน้าของหนังสือให้ฟังได้แบบไม่มีหยุด เช่นถ้าถามว่าหน้า 200 ในเล่ม 5 อยู่ในบทอะไรและมีข้อความอะไรบ้าง เธอก็พูดได้หมดไม่มีขาดเกิน หรือจะถามว่าประโยคนี้อยู่ในเล่มไหน บทที่เท่าไหร่ หน้าที่เท่าไหร่ เธอก็บอกได้ถูกหมดเช่นกัน
แต่รีเบคก้าก็บอกเหมือนกันว่าการจำได้ทุกอย่างแบบนี้ไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่นัก เพราะมนุษย์ทั่วไปจะมีกลไกการลืมที่ทำให้เราสามารถลืมเรื่องร้ายๆ ได้เมื่อเวลาผ่านไป หรืออย่างน้อยความรู้สึกเจ็บปวดต่างๆ ก็ลดลงไปตามเวลา แต่สำหรับเธอแล้วความทรงจำร้ายๆ กลับแจ่มชัดในหัวอยู่ตลอดเวลา และสัมผัสความเจ็บปวดได้เหมือนมันกำลังเกิดขึ้นในขณะนั้นได้อยู่ด้วย ทำให้บางทีก็ทรมานมากค่ะ
HK Derryberry เป็นชายตาบอดชาวอเมริกันวัย 26 ปีที่มีอาการนี้เช่นกันค่ะ เขาสามารถจดจำแต่ละวันได้ตั้งแต่อายุประมาณ 11 ขวบ เขาคลอดก่อนกำหนดตั้งแต่ยังไม่ครบ 7 เดือนด้วยน้ำหนักตัวเพียง 9 ขีด จากนั้นก็อยู่โรงพยาบาลอีก 3 เดือน เขามีเลือดออกในสมองที่น่าจะทำให้เกิดอัมพาตในสมองและการคลอดก่อนกำหนดก็ทำให้เรติน่าของเขายังสร้างไม่สำเร็จเขาจึงตาบอด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็สามารถเล่าเรื่องราวในแต่ละวันของทุกวันตั้งแต่ 11 ขวบได้ดีไม่ว่าจะรายละเอียดปลีกย่อยแค่ไหน ทั้งหมดจะเป็นประสบการณ์ที่ประสาทสัมผัสอื่นๆ ของเขาได้สัมผัสมา
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ทดสอบสมองของเขาในหลายๆ วิธีและพบว่าสมองของเขามีขนาดเล็กกว่าคนทั่วไปเยอะ (น่าจะเพราะคลอดก่อนกำหนดนาน) แต่ส่วนอะมิกดาลาข้างขวามีขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปถึง 20% ซึ่งน่าจะทำให้การสื่อสารระหว่างอะมิกดาลาข้างขวาและฮิปโปแคมปัสและส่วนอื่นๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

แม้จะเป็นผู้มีความจำเป็นเลิศแต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีนะคะ เพราะพวกเขาไม่สามารถลืมเรื่องที่อยากลืมได้เลย ทุกอย่างถูกจำและฉายซ้ำในหัวอัตโนมัติ แต่อย่างน้อยผู้มีอาการ HSAM หลายคนก็เสียสละยอมเป็นตัวทดลองให้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาเกี่ยวกับระบบสมองของมนุษย์ เพื่อที่จะหาทางรักษาอาการอัลไซเมอร์ให้ได้ค่ะ ต้องชื่นชมในความเสียสละของแต่ละคนมากๆ เลยค่ะ

สัญญาณเตือน โรคเส้นเลือดในสมองตีบ

คอมเม้นท์มาสิ อย่ารอช้า...

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.