สมุนไพรธรรมชาติ บำบัด แก้โรคได้สารพัดโรค

สมุนไพร คือผลผลิตที่ได้จากธรรมชาติ ได้แก่ พืช สัตว์ และ แร่ธาตุ ที่สามารถนำมาใช้เป็นยารักษาโรคหรือบำรุงร่างกาย เช่น ใช้กิน ใช้ทา ใช้รม เป็นต้น ซึ่งอาจจะใช้ทั้งหมด เช่น ใช้ทั้งต้น หรือแค่เฉพาะบางส่วนของผลผลิตนั้นๆเพื่อปรุงเป็นยารักษาโรค เช่น เฉพาะส่วนราก โดยอาจจะต้องผ่านกระบวนการบางอย่างก่อนนำมาใช้ เช่น บด ต้ม คั้น ตากแห้ง เป็นต้นหรืออาจจะใช้เป็นยาพิษก็ได้โดยจะเรียกว่า สมุนไพรที่มีพิษสมุนไพรไทย คือที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศไทยหรือสามารถหาพบได้ในประเทศไทยเเละ โรคหัวใจเป็นโรคที่คนไทยกลัวกันมาก เพราะไม่ว่าปีไหนๆ โรคนี้ก็อยู่ในโรคอันดับต้นๆ ของคนไทย และสาเหตุก่อให้เกิดโรคเหล่านี้ล้วนมาจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่บริโภคล้นเกิน และเป็นอาหารที่อุดมด้วยแป้ง ไขมัน น้ำตาล เรียกว่าเราใช้ชีวิตกินอยู่คล้ายคลึงกับคนเมืองหนาวเข้าไปทุกวัน ที่สำคัญยังขาดการออกกำลังกายจึงทำให้เกิดภาวะโภชนาการล้นเกิน คนไทยเป็นโรคอ้วนและโรคเรื้อรังไม่ต่างจากประเทศตะวันตกเลย

 

 

ข้อแนะนำที่สำคัญสำหรับหลีกเลี่ยงและรักษาสุขภาพจากโรคหัวใจ คือ ต้องมีโภชนาการที่ดีหลีกเลี่ยงไขมัน เน้นถั่ว งา ปลา ผัก ให้มากขึ้นในแต่ละมื้อ ออกกำลังกายให้เป็นนิสัยหรือเป็นส่วนหนึ่งในการดำรงชีวิตประจำวัน ควบคุมหรือละเว้นพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ อาทิ บุหรี่ แอลกอฮอล์ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าให้เกิดระดับความเครียดสูง การพักผ่อนอย่างเพียงพอช่วยลดความเครียดได้

เเละวันนี้เรายกตัวอย่างสมุนไพรที่หาได้ง่าย ตามทั่วไป

 

กระเทียม

กระเทียมยังเป็นสมุนไพรแก้ไขบรรเทาปัญหาสุขภาพของชาวบ้านมาโดยตลอด หมอพื้นบ้านไทยใช้กระเทียมสดรักษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน โรคบิด ป่วง แก้ไอ และกระจายโลหิต กระทั่งเป็นที่สรุปได้ว่า กระเทียมเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเด่น 2 ประการ คือ ใช้ทารักษาโรคผิวหนัง และรับประทานแก้โรคความดันโลหิตสูง การศึกษาทดลองคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาในระยะหลัง พบว่า กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีกหลายอย่าง แต่การนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้ผลอย่างจริงจังยังจะต้องมีการศึกษาผลทางคลินิกวิทยาให้ถ่องแท้เสียก่อน

ประโยชน์กระเทียม

  1. ฆ่าเชื้อรา คือ กลาก เกลื้อน และเชื้อราที่เกิดตามเล็บ หนังศีรษะและผม
  2. ฆ่าเชื้อยีสต์ชนิดที่ทำให้เกิดลิ้นขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทำให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวที่มักจะเกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์เป็นเวลานานๆ
  3. ลดความดันโลหิตสูง
  4. ลดไขมันและคอเลสเตอรอล
  5. ป้องกันผนังหลอดเลือดหนาและแข็งตัว
  6. ลดน้ำตาลในเลือด
  7. ฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียแทบทุกชนิด กล่าวคือ มีสารอัลลิซิน ที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่มักทำให้เกิดโรคได้ถึง 15 ชนิด โดยเฉพาะยับยั้งเชื้อพวกที่ดื้อยาเพนนิซิลินได้ดีกว่าเชื้อพวกที่ไม่ดื้อยาอีกด้วย นอกจากนี้ ยังฆ่าเชื้อบิดมีตัวที่มีพิษต่อลำไส้ได้ดี โดยมีสารที่สำคัญคือกาลิซิน รวมทั้งสามารถยับยั้งเชื้อบิดเทียม ซึ่งไม่รบกวนแบคทีเรียตัวอื่นที่มีประโยชน์ต่อลำไส้
  8. ยับยั้งเชื้อต่างๆ เช่น เชื้อที่ทำให้เกิดฝีหนอง และใช้รักษาแผลสด แผลที่เป็นหนอง คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อวัณโรค และเชื้อปอดบวม
  9. รักษาไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่
  10. เป็นยาขับเสมหะและมีฤทธิ์ขับเหงื่อและขับปัสสาวะ
  11. รักษาโรคไอกรน
  12. แก้หืดและโรคหลอดลม
  13. แก้ธาตุพิการอาหารไม่ย่อย
  14. ควบคุมโรคกระเพาะ คือมีสารเอเอส 1 ช่วยยับยั้งไม่ให้น้ำย่อยอาหารมาย่อยแผลในกระเพาะ และยังช่วยรักษาโรคตับอ่อนอักเสบชนิดรุนแรงได้ด้วย
  15. ขับพยาธิต่างๆ ได้หลายชนิด ได้แก่ พยาธิเข็มหมุด พยาธิแส้ม้า พยาธิเส้นด้าย และมีรายงานทดสอบจากอินเดียว่า กระเทียมมีสารไดอัลลิลไดซัลไฟด์ มีฤทธิ์ใช้ฆ่าพยาธิไส้เดือนได้ดี
  16. แก้เคล็ดขัดยอกและเท้าแพลง เพราะมีสารอัลลิซินเป็นตัวช่วยทำให้เลือดไหลเวียนมายังบริเวณที่ทาถูนวดยาได้ดีมากขึ้น
  17. แก้ปวดข้อและปวดเมื่อย
  18. ต่อต้านเนื้องอก
  19. กำจัดพิษตะกั่ว
  20. บำรุงร่างกาย ประเทศญี่ปุ่นได้ค้นพบสารในกระเทียมชื่อสคอร์ดินิน ไม่มีกลิ่น แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง รวมทั้งช่วยให้เนื้อเยื่อเจริญเติบโตและช่วยลดไขมันในร่างกาย

ขิง

ขิงจัดเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายในหลาย ๆ ด้าน เพราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีความสำคัญอย่างมากต่อร่างกายของเรา เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี เบต้าแคโรทีน ธาตุเหล็ก ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส แถมยังมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และเส้นใยจำนวนมากอีกด้วย ซึ่งประโยชน์ของขิงนั้น เราสามารถนำมาใช้ได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นราก เหง้า ต้น ใบ ดอก แก่น และผลก็ได้ทั้งนั้น

ประโยชน์ของขิง

  1. ขิงจัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอด
  2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเป็นจำนวนมาก ช่วยชะลอความแก่และชะลอการเกิดริ้วรอย
  3. มีส่วนช่วยในการป้องกัน ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง ต่อต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
  4. ช่วยลดผลข้างเคียงจากสารเคมีที่ใช้ในการรักษามะเร็ง ดังนั้นควรรับประทานขิงควบคู่ไปกับการรักษามะเร็งจะเป็นผลดี
  5. ขิงมีฤทธิ์อุ่น ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และช่วยในการขับเหงื่อ
  6. ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการใช้ลำต้นสด ๆ นำมาทุบให้แหลกประมาณ 1 กำมือ แล้วต้มกับน้ำดื่ม
  7. ช่วยลดความอ้วน ลดระดับไขมัน คอเลสเตอรอล ด้วยการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากลำไส้ แล้วปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกทางอุจจาระ
  8. ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะและไมเกรน ด้วยการรับประทานน้ำขิงบ่อย ๆ
  9. ช่วยลดความอยากของผู้ติดยาเสพติดลงได้
  10. แก้ตานขโมย ด้วยการใช้ขิง ใบกะเพรา พริกไทย ไพล มาบดผสมกันแล้วนำมารับประทาน
  11. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต ด้วยการนำขิงสดมาฝานต้มกับน้ำดื่ม
  12. ช่วยบำรุงหัวใจของคุณให้แข็งแรง
  13. ช่วยบรรเทาอาการของโรคประสาท ซึ่งทำให้จิตใจขุ่นมัว (ดอก)
  14. ช่วยฟื้นฟูร่างการสำหรับมารดาหลังคลอดบุตร ด้วยการรับประทานไก่ผัดขิง
  15. มีส่วนช่วยให้เจริญอาหาร (ราก, เหง้า) ด้วยการใช้เหง้าสดประมาณ 1 องคุลีนำมาต้มกับน้ำดื่ม ก็จะได้เป็นยาขมเจริญอาหาร
  16. ใช้กินเพื่อบำรุงเป็นยาธาตุ บำรุงธาตุไฟ (เหง้า, ดอก)
  17. ใช้บำรุงน้ำนมของมารดา (ผล)
  18. ช่วยทำให้นอนหลับได้อย่างสบาย
  19. การรับประทานขิงจะช่วยทำให้เลือดแข็งตัวเป็นลิ่มเลือดได้ช้าลง
  20. ใช้แก้ไข้ (ผล) ด้วยการนำขิงสดมาคั้นเป็นน้ำให้ได้ประมาณครึ่งถ้วย แล้วผสมกับน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วย แล้วนำมาดื่มวันละ 3 ครั้ง จะช่วยบรรเทาอาการได้

สรรพคุณเยอะมาก ๆ เเอดหยิบบยกมาให้ดูเเค่ส่วนนึงนะค่ะ

พริก

พริกไม่ว่าสายพันธ์ไหนๆ ก็มีประโยชน์ มีคุณค่าทางอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุอยู่มากมาย โดยเฉพาะวิตามินซี (ต้องเป็นพริกสด) เป็นแหล่งของกรด ascorbic ที่ช่วยขยายหลอดเลือด นอกจากนี้ สารสำคัญที่ทำให้เราเผ็ดร้อนเมื่อทานพริกเข้าไปก็คือ แคปไซซิน (capsaicin) แคปไซซินเป็นสารกลุ่มอัลคาลอยด์ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น สามารถทนต่อความร้อน และเย็นได้ พริกจึงไม่สูญเสียความเผ็ดเมื่อนำไปต้ม และแช่แข็ง สารแคปไซซิน ละลายได้ดีในไขมัน และแอลกอฮอล์ ดังนั้นเมื่อทานอาหารเผ็ดๆ น้ำเปล่า น้ำเย็น จึงไม่ได้ช่วยลดความเผ็ด เพียงแต่ลดอาการแสบร้อน ระคายเคืองในช่องปากเท่านั้น ถ้าพลาดทานพริกเข้าไป ลองหานมสดมารับประทานดู จะช่วยลดความเผ็ดร้อนของพริกลงได้ นอกจากนี้ยังพบ สารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้าแคโรทีน และ วิตามินเอ มีธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และ ไนอาซินในพริกอีกด้วย

ประโยชน์ของพริก

  1. พริกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย
  2. ช่วยให้อารมณ์ดี ทำให้ร่างกายสร้างสาร Endorphin (สารแห่งความสุข)
  3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น
  4. วิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย
  5. ช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา
  6. ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารยิ่งขึ้น
  7. สารแคปไซซินช่วยให้เกิดอาการตื่นตัวของร่างกาย
  8. ช่วยในการดีท็อกซ์ของร่างกาย
  9. พริกช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก และลดเสมหะ
  10. ช่วยบรรเทาอาการไอ
  11. ช่วยลดสารที่มากีดขวางระบบทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากการเป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ
  12. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด หรือโรคเลือดออกตามไรฟัน
  13. ช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น
  14. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และความเผ็ดของพริกมีส่วนช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้
  15. ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอลในร่างกาย ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดลดลง
  16. ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด เส้นเลือดสมองอุดตัน
  17. ช่วยในการสลายลิ่มเลือด
  18. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว
  19. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดให้ดียิ่งขึ้น
  20. ช่วยลดความดันโลหิต
  21. ช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มการยึดตัวของผนังหลอดเลือด
  22. ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อการดูดซึมอาหารที่ดีขึ้น

สรรพคุณเยอะมาก ๆ เเอดหยิบยกมาให้ดูเเค่ส่วนนึงนะค่ะ

ใบแปะก๊วย

 

แปะก๊วย เป็นสมุนไพรที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน มีลักษณะคล้ายใบพัด มี 2 กลีบ ซึ่งเป็นสมุนไพรที่จัดว่ามีสรรพคุณค่อนข้างหลากหลายและดีมากชนิดหนึ่ง แต่จัดว่าเป็นยาอันตราย มีขายในเฉพาะร้านขายยาแผนปัจจุบันเท่านั้น (โดยเฉพาะบางประเทศ ต้องใช้ใบสั่งแพทย์เท่านั้นถึงจะซื้อมารับประทานได้ แต่สำหรับประเทศไทยไม่ห้ามถึงขนาดนั้น) ใบแปะก๊วยในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยทั่วไปแล้วสารสกัดจากใบแปะก๊วยมักมีวางจำหน่ายในรูปของแคปซูลขนาดตั้งแต่ 40-60 มิลลิกรัมต่อแคปซูล โดยเราสามารถรับประทานในขนาด 60 มิลลิกรัมได้มากถึง 3 แคปซูล หรือ 180 มิลลิกรัมต่อวันเลยทีเดียว

ประโยชน์ของแปะก๊วย

  1. สารสกัดจากใบแปะก๊วยเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระชั้นเลิศ
  2. ช่วยชะลอความแก่ชราและป้องกันโรคมะเร็งได้
  3. ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ดี ทำให้มีก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หัวใจ และอวัยวะต่าง ๆ ตามร่างกาย
  4. ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อมได้
  5. ช่วยในเรื่องของการเพิ่มสมาธิและช่วยเพิ่มความจำความคิดได้ดี
  6. ช่วยให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์มีพัฒนาการรับรู้และเข้าสังคมได้ดีขึ้นด้วย
  7. ช่วยต้านโรคซึมเศร้าอย่างได้ผลสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบทั่วไป
  8. ช่วยลดอาการตะคริวหรือการเจ็บกล้ามเนื้อบริเวณต่าง ๆ
  9. ช่วยลดอาการวิงเวียนศีรษะ เสียงดังในหู หรือหูอื้อลงได้
  10. ช่วยบรรเทาอาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ดี หรือจะเรียกว่าเป็นไวอากราชั้นดีจากธรรมชาติเลยก็ว่าได้
  11. สารสกัดจากใบแปะก๊วย ยังช่วยป้องกันและรักษาโรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อมได้
  12. สามารถช่วยป้องกันโรคเบาหวานขึ้นตาได้
  13. สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด การรับประทานใบแปะก๊วยจะช่วยป้องกันการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมได้

 

ใบเตยหอม

ต้นเตยหอม จัดเป็นไม้ยืนต้นพุ่มเล็ก ขึ้นเป็นกอ มีใบเป็นใบเดี่ยวเรียงสลับเวียนเป็นเกลียวจนถึงยอดใบ ลักษณะของใบเป็นทางยาว สีเขียวเป็นมัน ใบค่อนข้างแข็ง มีขอบใบเรียบ เราสามารถนำใบเตยมาใช้ได้ทั้งใบสดและใบแห้ง ในใบเตยจะมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหย (Fragrant screw pine) โดยกลิ่นหอมของใบเตยนั้นมากจากสารเคมีที่ชื่อว่า 2-acetyl-1-pyrroline ซึ่งเป็นกลิ่นเดียวกันกับที่ได้ใน ข้าวหอมมะลิ ขนมปังขาว และดอกชมนาด

ประโยชน์ของใบเตย

  1. ช่วยบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น และช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ (น้ำใบเตย)
  2. การดื่มน้ำใบเตยจะช่วยดับกระหายคลายร้อนได้เป็นอย่างดี เพราะใบเตยมีกลิ่นหอมเย็น ดื่มแล้วจึงรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย
  3. รสหวานเย็นของใบเตยช่วยชูกำลังได้
  4. การดื่มน้ำใบเตยช่วยแก้อาการอ่อนเพลียของร่างกายได้
  5. ช่วยปรับสมดุลในร่างกาย
  6. ผู้ที่มีธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุไฟนั้น การรับประทานอาหารที่ปรุงจากใบเตยจะช่วยทำให้รู้สึกเย็นสบายสดชื่นได้
  7. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งตามตำรับยาไทยได้มีการนำใบเตยหอม 32 ใบ, ใบของต้นสัก 9 ใบ นำมาหั่นตากแดด แล้วนำมาชงเป็นชาดื่มอย่างน้อย 1 เดือน หรือจะใช้รากประมาณ 1 กำมือนำมาต้มกับน้ำดื่มเช้าเย็นก็ได้เหมือนกัน (ใบ, ราก)
  8. ช่วยลดความดันโลหิต (สารสกัดน้ำจากใบเตย)
  9. ช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด
  10. ช่วยบรรเทาอาการอาการและดับพิษไข้ได้
  11. ช่วยดับพิษร้อนภายในได้เป็นอย่างดี
  12. ใช้รักษาโรคหืด (ใบ)
  13. ใช้เป็นยาแก้กระษัย (ต้น, ราก)
  14. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะด้วยการใช้ต้น 1 ต้น หรือจะใช้รากครึ่งกำมือก็ได้ นำมาต้มกับน้ำดื่ม (ราก, ต้น)
  15. ใช้รักษาโรคหัดได้
  16. ใบเตยสดนำมาตำใช้พอกรักษาโรคผิวหนังได้
  17. มีการนำใบเตยมาใช้แต่งกลิ่นอาหารอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นของหวานต่าง ๆ อย่างเช่น ขนมลอดช่อง ขนมชั้น รวมไปถึงเค้กและสลัด เป็นต้น
  18. มีการนำใบเตยมาทุบพอแตก นำไปใส่ก้นลังถึงสำหรับนึ่งขนม จะทำให้ขนมที่สุกแล้วมีกลิ่นหอมน่ารับประทานมาก
  19. ใช้ใบเตยรองก้นหวดสำหรับนึ่งข้าวเหนียว เมื่อข้าวสุกแล้วจะทำให้มีกลิ่นหอมมาก
  20. สีเขียวของใบเตยเป็นสีของคลอโรฟิลล์ สามารถนำมาใช้แต่งสีขนมได้
  21. ใช้ใบเตยสดใส่ลงไปในน้ำมันที่ใช้แล้ว ตั้งไฟให้ร้อนแล้วค่อยตักใบเตยขึ้น จะทำให้น้ำมันไม่มีกลิ่นเหม็นหืน ทำให้น้ำมันที่ใช้ทอดมีกลิ่นเหมือนน้ำมันใหม่
  22. ประโยชน์ของใบเตยกับการนำมาใช้ทำเป็นทรีตเมนต์สูตรบำรุงผิวหน้า ด้วยการใช้ใบเตยล้างสะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ นำมาปั่นรวมกับน้ำสะอาดจนละเอียด จะได้ครีมข้นเหนียวแล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที

ดอกคำฝอย

สมุนไพรดอกคำฝอย สมุนไพรที่ขึ้นชื่อว่าสามารถช่วยลดความอ้วนได้ เป็นยาเกี่ยวกับสตรีที่ช่วยรักษาอาการต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบเลือดได้ เนื่องจากช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้ ฯลฯ โดยส่วนที่นำมาใช้เป็นยาสมุนไพรนั้นก็ได้แก่ ดอก (ทั้งดอกสดและดอกแห้ง), เกสร, กลีบดอกที่เหลือจากผล, เมล็ด, และน้ำมันจากเมล็ด

ประโยชน์ของดอกคำฝอย

  1. ดอกคำฝอย ลดความอ้วน  ด้วยการใช้ดอกประมาณ 5 กรัมนำมาชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (ดอก)
  2. ช่วยบำรุงประสาทและระงับประสาท (ดอก, กลีบที่เหลือจากผล)
  3. ช่วยรักษาโรคฮิสทีเรีย (Hysteria) หรือโรควิตกกังวลอย่างหนึ่ง หรือโรคขาดความอบอุ่น (ดอก)
  4. ช่วยขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น ทำให้มีออกซิเจนเข้าถึงเซลล์ต่าง ๆ ได้ดี (ดอก)
  5. ช่วยบำรุงโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ และช่วยฟอกโลหิต (ดอก, เกสร, กลีบที่เหลือจากผล)
  6. ช่วยสลายลิ่มเลือด จะมีประโยชน์อย่างมากสำหรับผู้ที่ชอบกินของหวาน เพราะจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เลือดเหนียวข้นจับตัวกันเป็นลิ่มเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ไม่ดี โดยดอกคำฝอยจะช่วยสลายลิ่มเลือดให้เล็กลง ช่วยป้องกันไม่ให้เลือดเกาะตัวกันเป็นลิ่มเลือด (ดอก)
  7. ช่วยบำรุงหัวใจ ช่วยทำให้มีเลือดไปเลี้ยงที่หัวใจมากยิ่งขึ้น ทำให้หัวใจแข็งแรง (ดอก, กลีบที่เหลือจากผล)
  8. ช่วยแก้โรคลมเนื่องจากเส้นเลือดในสมองแตก (เมล็ด)
  9. ช่วยรักษาอาการปวดหัวใจอันเนื่องมาจากเลือดและซี่ตับ หรือเลือดลมเดินไม่สะดวก (ส่วนมากจะใช้ร่วมกับสมุนไพรตังเซิน ชวนเจียง อู่หลินจือ)
  10. ช่วยขับเหงื่อ (ดอก)
  11. ช่วยรักษาอาการไข้หลังคลอดของสตรี (ดอก)
  12. ดอกช่วยแก้ไข้ในเด็ก (ดอก)
  13. ช่วยแก้หวัดน้ำมูกไหล (ดอก)
  14. เมล็ดใช้เป็นยาขับเสมหะ (เมล็ด)
  15. เมล็ดหรือดอกใช้เป็นยาถ่าย เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ (ดอก, เมล็ด)
  16. ช่วยรักษาท้องเป็นเถาดัน (ดอก)
  17. เมล็ดใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (เมล็ด)
  18. ช่วยบำรุงโลหิตประจำเดือนของสตรี ช่วยขับระดูโลหิตประจำเดือนของสตรี ช่วยกระจายเลือดแก้ประจำเดือนคั่งค้างมาไม่เป็นปกติ (ดอก, เกสร, เมล็ด, กลีบที่เหลือจากผล)
  19. ช่วยระงับอาการปวดประจำเดือนของสตรี (ดอก)
  20. ช่วยแก้อาการปวดมดลูกและลดอาการอักเสบของมดลูกในสตรี (เมล็ด)
  21. แก้อาการตกเลือด อาการปวดท้องหลังคลอด น้ำคาวปลาไม่หมด (ดอก)
  22. ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย บำรุงน้ำเหลืองให้เป็นปกติ (ดอก, เกสร, กลีบที่เหลือจากผล)

 

บทความที่เกี่ยวข้อง : มาสิ!มารู้เกี่ยวกับ 6 ผักผลไม้ลดความอ้วน(ผักก็ดี ผลไม้ก็โดน)

 

คอมเม้นท์มาสิ อย่ารอช้า...

comments

Leave a Reply

Your email address will not be published.

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.